TFFA TFFA MEMBER
 
ข้อมูลปะการัง ( Coral )

ปะการัง เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจัดอยู่ในประเภทสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง มีโครงสร้างเป็น
หินปูนห่อหุ้มตัวอันอ่อนนุ่มของปะการังไว้เป็นชั้นนอก ปะการังมีมากมายหลายชนิดทั้งปะการัง
แข็ง ปะการังอ่อน ปะการังหลากสีสันและหลากหลายรูปร่าง เช่น ปะการังเขากวาง ปะการังดอก
เห็ด และอื่นๆ อีกมากมาย ประเทศไทยเรามีปะการังมากมายเพราะอยู่เขตร้อน ปะการังจะเติบโต
ได้ดีในบริเวณที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิ 8-27 องศาเซลเซียส มีแสงแดดพอประมาณ น้ำไม่ขุ่น มีความลึก
ไม่เกิน 50 เมตร

ปะการังและสิ่งมีชีวิตมากมายในแนวปะการังของไทยมีความสวยงามและมีชื่อเสียงติดอันดับ 1
ใน 10 ของโลก ซึ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวมาดำน้ำเพื่อชมความสวยงามของโลกใต้ท้องทะเล
ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ทั้งปลา กุ้ง ปู และสัตว์น้ำสวยงามต่างๆ มากมาย
มาอาศัยหลบภัยและหากินตามแนวปะการังให้เราได้ชม ที่สำคัญปะการังยังเป็นทรัพยากร
ธรรมชาติทางทะเลที่เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโต
เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และวางไข่ เป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์น้ำต่างๆ ดังนั้นปะการังจึงเป็นเหมือน
ผู้ผลิตและเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเล



 
ประโยชน์ของแนวปะการัง
1) ทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติ ลดความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่นลมและกระแสน้ำ
2) เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญให้มวลมนุษย์
3) เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หากิน และแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ทะเล
4) เป็นแหล่งกำเนิดเม็ดทรายให้กับชายหาด อาจเกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติ หรือโดย
การกระทำของสัตว์ทะเลบางชนิด
5) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญ ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น
6) เป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า วิจัยทางธรรมชาติวิทยา

ความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง
สาเหตุทางธรรมชาติ เช่น ถูกทำลายโดยลมพายุ ถูกสัตว์ทะเลบางชนิดกัดกินเป็นอาหาร เป็นต้น แต่ความเสื่อมโทรมของแนวปะการังที่เกิดโดยกระบวนการทางธรรมชาตินั้นไม่สร้างความเสียหาย
ร้ายแรง เพราะปะการังสามารถฟื้นฟูตัวมันเองได้ทันกับการถูกทำลาย

การกระทำของมนุษย์ เช่น การเก็บปะการังเป็นของที่ระลึก การก่อสร้างบริเวณชายหาด การทิ้งขยะลงสู่ท้องทะเล การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานและน้ำทิ้งจากชุมชนลงทะเล การระเบิดปลาและ
การทิ้งสมอเรือในแนวปะการังเป็นการทำลายที่รุนแรงที่สุด

ปี 2553 เกิดเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิน้ำทะเลจากปกติ 29 องศาเซลเซียสได้สูงขึ้นเป็น 30 องศาเซลเซียสตั้งแต่ปลายเดือน
มีนาคม 2553 สามสัปดาห์ต่อมาปะการังได้เริ่มฟอกขาวแผ่พื้นที่เป็นวงกว้างคลุมทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย จากการสำรวจโดยหลายหน่วยงานพบว่าในแต่ละพื้นที่มีปะการังฟอกขาว
มากน้อยต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าบริเวณนั้นมีปะการังชนิดใดเป็นพวกที่ขึ้นครอบคลุมพื้นที่มาก (dominant group) หากพวกที่ขึ้นคลุมพื้นที่มากเป็นพวกที่ไวต่อการฟอกขาว พื้นที่นั้นก็จะได้รับ
ผลกระทบมาก อย่างเช่น แนวปะการังที่มีปะการังเขากวาง (Acropora spp.) ขึ้นเป็นดงกว้างใหญ่ พื้นที่นั้นก็จะได้รับผลกระทบมาก นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับว่าชายฝั่งที่แนวปะกรังขึ้นอยู่นั้นได้รับ
อิทธิพลจากคลื่นลมมากน้อยเพียงไรด้วย ด้านที่รับแรงจากคลื่นลมจะเป็นด้านที่อุณหภูมิไม่สูงอยู่ตลอดเวลา (เช่น ด้านตะวันตกของเกาะต่างๆ ทางฝั่งทะเลอันดามัน) ปะการังจึงฟอกขาวน้อยกว่า
ด้านอื่น เมื่อประมาณโดยภาพรวมทั่วประเทศแล้ว พบว่าปะการังแต่ละแห่งฟอกขาวมากถึง 30-95% ปะการังทุกชนิดฟอกขาวเกือบทั้งหมด

แนวทางการอนุรักษ์ปะการัง
1. สงวนคุ้มครองแนวปะการังที่ยังไม่ถูกทำลาย โดยประกาศเขตคุ้มครอง
2. ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้มีความตระหนักถึงคุณประโยชน์ปะการัง
3. มาตรการการจัดการที่เหมาะสม เช่น การออกกฎหมายเพิ่มโทษแก่ผู้ทำลายปะการัง การจัดฝึกอบรมและสัมมนาการจัดแทรกหลักสูตรการศึกษา
4. การติดตั้งทุ่นผูกเรือ เพื่อมิให้มีการทอดสมอเรือในแนวปะการัง
5. ลดการใช้ประโยชน์แนวปะการังให้น้อยที่สุด เช่น การจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ปลาสวยงาม การเก็บปะการัง การยืนและเดินบนปะการังของนักดำน้ำ ฯลฯ
6. รักษาสมดุลและระบบนิเวศน์ชายฝั่งทะเลให้เอื้ออำนวยต่อการอาศัยและเติบโตแพร่พันธุ์ของปะการัง
7. สร้างความตระหนักและจิตสำนึกให้เห็นความสำคัญ คุณค่า และคุณประโยชน์ของปะการังที่มีต่อมวลมนุษย์ โดยงดการทิ้งของเสียและสิ่งปฏิกูลลงสู่ทะเลโดยตรง
8. กระตุ้นการประสานความร่วมมือของทุกคนทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิดเพื่อฟื้นฟูและรักษาแนวปะการังให้มีความงดงามตามธรรมชาติ

อ.ประสาน แสงไพบูลย์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และประธานกรรมการมูลนิธิกิจกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ โดย
ความอุปถัมภ์ของ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ริเริ่มโครงการขยายพันธุ์ปะการังเขากวางด้วยท่อพีวีซี โดยการนำท่อพีวีซี ขนาด 60 x120 เซนติเมตร มาสร้างเป็นแปลงปลูกปะการังเขากวาง
จำนวน 14 ต้นต่อแปลง ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ปะการังสามารถเติบโตได้และมีสัตว์น้ำมาอาศัยมากขึ้น

จุดเริ่มต้นของโครงการขยายพันธุ์ปะการังเขากวางด้วยท่อพีวีซี ก็เนื่องมากจากวิกฤตการสูญเสียปะการังเป็นจำนวนมากทั้งจากสาเหตุทางธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์ ทำให้กลุ่มอาจารย์
และนักเรียน นักศึกษา โดยการนำของอาจารย์ประสาน แสงไพบูลย์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับอาจารย์และ
นักเรียนโรงเรียนพลูตาหลวงวิทยา นักศึกษา และอาสาสมัครผู้รักท้องทะเลประจำศูนย์กิจกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ ได้ริเริ่มแนวคิดจากการทดลองปลูกปะการังด้วยท่อพีวีซีครั้งแรก
ของโลกตั้งแต่ปี 2538 ที่บริเวณหาดแสมสาร ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และทำการดัดแปลงให้เป็นแปลงปลูกและอนุบาลปะการังเขากวางต่อมาในปี 2541 โดยทดลองเพาะเลี้ยง
ปะการังที่อยู่ในสภาพแตกหักด้วยแปลงเหล็กข้ออ้อยและใช้ท่อพีวีซีเป็นฐานยึดกิ่ง จำนวน 6 แปลง 138 ต้น ซึ่งมีปะการังรอดชีวิต 56 กิ่งซึ่งนำมาใช้เป็นต้นพันธุ์ในการขยายพันธุ์ปะการังเขากวางให้
เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวน 500 ต้นในระหว่างปี 2543-2544 ถึงกระนั้นปริมาณก็ยังไม่เพียงพอในการฟื้นฟูธรรมชาติทางทะเลที่เสียหายไปมาก จึงตั้งเป็นโครงการขยายพันธุ์ปะการังเขากวาง จำนวน
10,000 ต้น เพื่อให้เพียงพอในการฟื้นฟูท้องทะเลไทยและยังเก็บบางส่วนไว้เป็นต้นพันธุ์เพื่อการขยายพันธุ์ต่อไป

ในโครงการขยายพันธ์ปะการังด้วยท่อพีวีซีมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของเด็กและอาจารย์ร่วมกันพัฒนา โดยได้ผ่านการทดลองและพิสูจน์จากธรรมชาติแล้วว่าพีวีซีมีความปลอดภัย แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตทาง
ทะเลขนาดเล็กและอ่อนไหวก็ยังสามารถเติบโตเกาะเจริญตัวบนพีวีซีได้ จึงเป็นวัสดุที่สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถประดิษฐ์ขึ้นได้ง่ายทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่น
และเด็กสามารถมีส่วนร่วมกิจกรรมการปลูกปะการังได้ เป็นการสร้างจิตสำนึกรักษ์ถิ่นรักษ์ทะเล ข้อดีที่สำคัญอีกประการคือพีวีซีมีราคาถูกกว่าการใช้วัสดุอื่นๆที่มีอยู่ในการขยายกิ่งพันธุ์ปะการัง

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2546 ณ ห้องประชุมใหญ่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อ.ประสาน ได้มีโอกาสนำเสนอข้อมูล “เทคนิคและวิธีการฟื้นฟูปะการัง” ในที่ประชุมวิชาการเป็น
ครั้งแรก และทำให้ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ได้เห็นผลงานและความมุ่งมั่นตั้งใจ จึงได้ยื่นมือให้การสนับสนุน โดยก่อตั้งมูลนิธิขึ้นในเดือนตุลาคม 2546 โดยใช้ชื่อว่า “มูลนิธิกิจกรรม
วิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ โดยการอุปถัมภ์ของบริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) (มน. วทอ.) ชื่อภาษาอังกฤษว่า Marine Science Activity and Conservation Foundation
(MACF) supported by Vinythai PLC. โดยมีอาจารย์ประสานเป็นประธานมูลนิธิฯ

ในปี 2551 ซึ่งเป็นวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระชนมพรรษา 80 พรรษา มูลนิธิได้ทำบันทึกความร่วมมือดำเนินโครงการ “วีนิไทยร่วมใจปลูกปะการัง 80,000 กิ่ง
ที่เริ่มต้นเพื่อล้นเกล้า” ร่วมกับ กองทัพเรือ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ในพื้นที่ชายฝั่งแสมสาร เกาะขาม เกาะเสม็ด
เกาะหวาย และเกาะทะลุ โดยสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จเปิดงานและทรงปลูกปะการังเขากวางกิ่งแรก ที่รหัสประจำต้น 00001 และพระราชทานปลูกรักษาไว้บน
พระแท่นปะการังในทะเล บริเวณหาดประภาคารเขาหลวงพ่อดำ ชายฝั่งแหลมแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร จัดตั้งขึ้นมากว่า 40 ปี โดยมีบทบาท หน้าที่ในการสนับสนุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ประมง
แช่เยือกแข็งและบริษัทสมาชิกที่มีทั้งสิ้นกว่า 200 ราย โดยผลิตภัณฑ์ประมงที่บริษัทสมาชิกผลิตและส่งออกได้จากการทำประมงทั้งจากธรรมชาติและการเพาะเลี้ยง

อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมงเพื่อการส่งออกนับได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนำรายได้เข้าประเทศไทยจำนวนมากกว่า 1.5 แสนล้านบาทในแต่ละปี เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนชาวไทยตลอดสายการผลิต ทั้งนี้ที่ผ่านมาปริมาณสัตว์น้ำตามธรรมชาติมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด อันเนื่องจากการทำประมง
อย่างไร้ขีดจำกัด การลักลอบจับสัตว์น้ำตลอดปี รวมถึงมลภาวะต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทางทะเล สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการลดจำนวนประชากรสัตว์น้ำ
โดยหากเรายังนิ่งเฉยในอนาคตอันใกล้ท้องทะเลอาจจะไม่มีสัตว์น้ำหลงเหลือให้เห็นอีกต่อไป

สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ในฐานะองค์กรหลักที่มีหน้าที่ในการสนับสนุนการดำเนินงานและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมได้ตระหนักในเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการ “รักษ์ท้องทะเลไทย ร่วมใจปลูก ปะการัง 10,000 กิ่ง” ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณีและมูลนิธิกิจกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ โดยความอุปถัมภ์ของบริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรทางน้ำและสร้างสมดุลย์ให้แก่ระบบนิเวศน์ เนื่องจากปะการังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญ โดยเป็นแหล่ง
อาหารและที่พักพิงสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยหวังว่า โครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาท้องทะเลไทยให้กลับมามีชีวิตและเป็นแหล่งที่สร้างความสมดุลย์และความสมบูรณ์ให้แก่สัตว์น้ำต่อไป

ปะการังมีคุณประโยชน์แก่ มนุษย์ พืช และสัตว์ทะเล อย่างมหาศาล ก่อให้เกิดสีสันความสวยงามซึ่งธรรมชาติสร้างสรรค์ให้อย่างวิจิตรงดงามเป็นแหล่งที่ให้ความเพลิดเพลิน และเป็นแหล่งอาศัยของ
สัตว์น้ำทะเลที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจนานาชนิด นับเป็นแหล่งธรรมชาติที่ทุกๆ คนจักต้องตระหนักถึงความสำคัญ และให้ความร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้
ให้เป็นสมบัติที่สามารถให้ผลผลิตที่ยั่งยืนต่อเนื่องตลอดไป
 
ภาพบรรยากาศ *คลิกที่รูปเพื่อขยายภาพใหญ่