ข่าวสารด้านแรงงาน ฉบับที่2 เดือนกรกฎาคม 2555

BOI ผ่อนผันใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือจนถึงสิ้นปี

ม.ร.ว.พงษ์สวัสด์ิ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิ ดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายก
รัฐมนตรี และรมว.คลังเป็นประธาน ได้พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหา การขาดแคลนแรงงาน และการอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ
ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เนื่องจากเห็นว่าในปัจจุบันมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานจริง แต่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับจาก
การใช้ แรงงานเข้มข้นไปสู่กิจการที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่สูงขึ้น จึงควรยึดหลักการส่งเสริมที่จะไม่อนุญาตให้ ใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ


อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้จะผ่อนผันแก่บริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน 101 ราย ที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวที่ขึ้น ทะเบียนไว้กับกระทรวงแรงงาน
ซึ่งได้รับการผ่อนผันให้ใช่แรงงานต่างด้าวมาแล้วถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ให้สามารถใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือต่อไปได้จนถึงวันที่
31 ธันวาคม 2555 เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจ มีเวลาปรับตัว และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการบางส่วนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์
น้ำ้ท่วมใหญ่ ช่วงปลายปีที่ผ่านมา


พร้อมกันนี้ บอร์ดบีโอไอเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา
ขาดแคลนแรงงานในระยะยาว จะมีการนำ เรื่องเข้าหารือในคณะกรรมการ กลั่นกรองต่อไป


นอกจากนี้ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับการลงทุนของประเทศ บอร์ดบีโอไอจึงให้ ขยายเวลามาตรการส่งเสริมการ
ปรับปรุงเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวได้สิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2554
ไปสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2555 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเสนอแผนการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เช่น การนำระบบ อัตโนมัติ
มาใช้ในสายการผลิตที่มีอยู่เพิ่มเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตร การจะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี เป็นสัดส่วน 70% ของเงินลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ทั้งนี้ให้ได้รับยกเว้นภาษี
เงินได้นิติบุคคลจากรายได้ ของกิจการที่ดำเนินการอยู่เดิม


ที่มา : สานักข่าวอินโฟเควสท์

การจ้างแรงงานคนพิการ

จากที่กระทรวงแรงงานได้มีประกาศกฎกระทรวง เรื่อง “กำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้อง
รับเข้าทำงานและจำนวนเงินที่นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบ การจะต้องนำส่งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554”
ซึ่งประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้วันที่ 26 ตุลาคม 2554 โดยมีสาระสาคัญ ดังนี้


ข้อ 3 ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปรับคนพิการที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดใน
อัตราส่วนลูกจ้าง ที่มิใช่คนพิการทุกหนึ่งร้อยคน ต่อคนพิการหนึ่งคน เศษของหนึ่งร้อยคนถ้าเกินห้าสิบคนต้องรับคนพิการเพิ่มอีกหนึ่งคน การนับ
จำนวนลูกจ้างให้นับทุกวันที่ 1 ตุลาคม ของแต่ละปี และกรณีนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการผู้ใดมีหน่วยงานหรือสำนักงานสาขาในจังหวัด
เดียวกันให้นับรวมลูกจ้างของหน่วยงาน หรือสำนัก งานสาขาทุกแห่งในจังหวัดนั้นเข้าด้วยกัน


ข้อ 5 นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการผู้ใดที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตามที่กาหนด ในข้อ 3 และมิได้ดำเนินการตามมาตรา 35 ให้ส่ง
เงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปี โดยคำนวณจากอัตราต่าสุดของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง
แรงงานที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อนปีที่มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คูณด้วยสามร้อยหกสิบห้า และคูณด้วย
จำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน


สมาคมฯ ร่วมกับคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบรองปลัดกระทรวงแรงงาน (นายนคร ศิลปอาชา) เพื่อหารือ
ผลกระทบต่อภาคเอกชนจากกฎกระทรวงดังกล่าว เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถหาคนพิการได้เพียงพอต่อจานวนที่กาหนดให้รับ (คนพิการ 1 คน :
แรงงาน 100 คน) รวมทั้งอัตราการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในกรณีที่ไม่สามารถจ้างแรงงานคนพิการได้


ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ชี้แจงว่า หากนายจ้างไม่สามารถจ้างแรงงานคนพิการได้ และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุนฯ นายจ้างสามารถดำเนินการ
ด้านอื่นๆ แก่คนพิการ ตามมาตรา 35 พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะรับคน
พิการเข้าทำงานตามมาตรา ๓๓ หรือนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการไม่รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา ๓๓ และไม่ประสงค์จะส่ง
เงินเข้ากองทุนตามมาตรา ๓๔ หน่วยงานของรัฐ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการนั้นอาจให้สัมปทาน จัดสถานที่จาหน่ายสินค้าหรือ
บริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการแทนก็ได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
และวิธีการที่คณะกรรมการกาหนดในระเบียบ”


อย่างไรก็ตาม ประธานฯ รับทราบข้อคิดเห็นของภาคเอกชน และให้กระทรวงแรงงานหาแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการจัดจ้าง
คนพิการเข้าทางาน โดยจัดทาจานวนคนพิการที่สามารถทางานได้ แยกประเภทการพิการ และเป็นผู้ประสานระหว่างผู้ประกอบการกับคนพิการ
รวมทั้งพิจารณาข้อกฎหมายที่ภาคเอกชนร้องเรียน


ในส่วนของสมาคมฯ จะได้จัดอบรม/สัมมนาเรื่องมาตรา 35 เพื่อให้สมาชิกได้รับทราบแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

ที่มา : การประชุมร่วมกับกระทรวงแรงงาน


การไม่อนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ออกประกาศที่ ป.4/2555 เรื่องการไม่อนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในโครงการที่ได้
รับการส่งเสริมการลงทุน โดยมีรายละเอียดดังนี้ “เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนโดยใช้แรงงานที่มีอยู่ในราชอาณาจักรเป็นไปด้วยความ
เหมาะสม อาศัยอานาจตามความในมาตรา 11 และมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 สานักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2555 จึงเห็นควรยกเลิก
ประกาศสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ ป.4/2553 ลงวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2553 เรื่องการอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าว
ไร้ฝีมือในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน” ประกาศ ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2555 ที่มา : สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน


ไม่ขึ้นทะเบียนต่างด้าวรอบใหม่ เผดิมชัยยันนาเข้าแรงงานผ่านMOUเท่านั้น

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติหลบหนีเข้าเมืองรอบใหม่อีก
เพราะที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้มากแล้วในการเปิดขึ้นทะเบียนหลายครั้ง จึงเชื่อว่าแรงงานข้ามชาติที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นคนกลุ่มใหม่
ที่เดินทางเข้ามาในระยะเวลาไม่นานนัก ซึ่งคนกลุ่มนี้หากต้องการเข้ามาทางานต้องถือหนังสือเดินทางเข้ามา ไม่ใช่ลักลอบเข้ามาอย่างผิดๆ
อีก ซึ่งจะทาให้ต้องย้อนกลับไปแก้ปัญหาเดิมๆ แทนที่จะก้าวไปข้างหน้า

“ผมมีเจตนาต้องการให้แรงงานข้ามชาติได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แต่พวกเขาก็ต้องให้ความร่วมมือกับเราด้วย ไม่ใช่ลักลอบเข้ามาอยู่
เรื่อยๆ เช่นนี้ เมื่อมีมากขึ้นจะกดดันให้เปิดขึ้นทะเบียนรอบใหม่อีก เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง” นายเผดิมชัยกล่าวและว่า หากแรงงานข้ามชาติเข้า
มาอย่างถูกต้องแล้ว ตนพร้อมที่จะปกป้อง เพราะตนไม่ต้องการให้มีการหากินกับแรงงานข้ามชาติ เพราะคนกลุ่มนี้เข้ามาทางานขายหยาด
เหงื่อแรงกาย เนื่องจากการศึกษาไม่สูงนักจึงต้องเดินทางเข้ามาทางาน ทั้งนี้ ไม่อยากให้ต้องถูกเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องกินค่าหัว

รมว.กระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ต่อไปนี้แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทางานในประเทศไทยจะต้องเข้ามาอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายตามเอ็ม
โอยูเท่านั้น ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมากระทรวงแรงงานพยายามผลักดันแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติหลบหนีเข้า เมือง โดยอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน
และอนุญาตทางานปีต่อปี และต่อมาได้ให้มีการพิสูจน์สัญชาติที่เป็นกระบวนการให้ประเทศต้นทางยอมรับแรงงานข้ามชาติว่ามีสถานะพลเมือง
โดยแรงงานที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติจะถือเสมือนเป็นแรงงานที่เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย โดยได้รับอนุญาตให้ทางานวาระละ 2 ปี ติดต่อ
กันไม่เกิน 4 ปี

นายเผดิมชัย กล่าวอีกว่า เมื่อมีการเสนอขอให้เรื่องใดที่เป็นเหตุผลที่รับได้ ตนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเช่นการผลักดันให้มีการดาเนินการ
พิสูจน์สัญชาติในฝั่งไทย ขยายระยะเวลาออกไปถึง 14 ธันวาคม 2555 และเพิ่มจุดดาเนินการพิสูจน์สัญชาติจากเดิม 3 จุด คือ ที่ อ.แม่สาย
จ.เชียงราย, อ.แม่สอด จ.ตาก และ จ.ระนอง เพิ่มขึ้นอีก 5 จุดคือศูนย์พิสูจน์สัญชาติเพิ่มเติมในกรุงเทพมหานคร, สมุทรสาครสมุทรปราการ,
สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่เพื่อให้สามารถพิสูจน์แรงงานข้ามชาติ 3 ชาติที่อยู่ระหว่างดาเนินการอีก 5 แสนคน

ที่มา นสพ.แนวหน้า