TFFA news Other news Newsletter
   
การประชุมวิชาการ เรื่อง วิกฤตใบเหลืองอียู : ผลกระทบต่อการประมงไทย

      ตามที่ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้จัดทำโครงการวิชาการเรื่อง วิกฤตใบเหลืองอียู : ผลกระทบต่อการประมงไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการจัดการทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการให้ใบเหลืองของสหภาพยุโรป รวมถึงนำข้อมูลที่ได้จากการรับฟังความเห็นไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

     ทั้งนี้ ทางศูนย์ฯ ได้มีการจัดประชุมรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2558 ซึ่งได้มีการรวบรวมประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะจากที่ประชุมมาวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประมง โดยได้นำมานำเสนอในการประชุมในครั้งนี้เพื่อรับฟังความเห็นขั้นสุดท้ายก่อนที่จะจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อรัฐบาลต่อไป ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

     ปัญหาและข้อเสนอแนะจากการประชุม

1. มาตรการต่างๆที่ออกมาจากภาครัฐโดยเฉพาะที่ประกาศจาก ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคประมงของไทย โดยเฉพาะประมงพาณิชย์ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

2. การดำเนินการแก้ไขปัญหาของภาครัฐรวมถึงความเหมาะสมของมาตรการต่างๆที่ออกมาโดยรัฐบาลยังไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากลและไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชาวประมง (รัฐบาลไม่รับฟังความเห็นจากเอกชนเท่าที่ควร ส่งผลให้เกิดการไม่ยอมรับในการปฏิบัติ)

3. ความเข้าใจในปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายที่มีมุมมองที่ต่างกันระหว่างผู้ออกมาตรการและผู้ปฏิบัติ

4. การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหายังไม่ได้รับการบูรณาการและครบทุกมิติ ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและอาจสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีกได้

5. ความเหมาะสม ความพร้อม ความถูกต้องครบถ้วนขององค์ความรู้ที่จะนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวยังคงเป็นข้อกังวล โดยเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำมาตรการร่วมกับรัฐบาล

6. การเร่งแก้ปัญหาตามที่สหภาพยุโรปกำหนด (ภายใน 6 เดือน) ขัดกับสภาพความเป็นจริงของการประมงของไทย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหามากกว่านี้

7. บางมาตรการที่รัฐออกมาบังคับใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาไม่สามารถนำมาใช้กับภาคการประมงของไทยได้ เนื่องจากความซับซ้อนของการทำการประมงมีความแตกต่างกัน รวมถึงมาตรการมีความขัดแย้งกันเองสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการที่ออกมาขาดประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

8. ทุกภาคส่วนมองว่า ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข แต่ต้องมีการทำอย่างเป็นระบบและเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ที่ประชุมได้มีการวิพากษ์ตามข้อเสนอแนะในที่ประชุมเพิ่มเติม ดังนี้

     • ข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการกำหนดมาตรการต่างๆ ของภาครัฐยังขาดข้อมูลในส่วนของงานวิชาการและงานภาคสังคม

     • พระราชกำหนดการประมงที่จะออกมายังไม่ได้รับการรับฟังความคิดเห็นจากเอกชนและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้ จึงควรมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนที่จะนำมาบังคับใช้

     • ควรมีการจัดตั้งคณะทำงานในลักษณะที่เป็นหน่วยประมวลความรู้หรือ Think Tank เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในเรื่องที่น่าจะมีความจำเป็นและสมควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

     • การดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ยังขาดในเรื่องของแรงงาน แต่ต้องมีการวิเคราะห์แนวทางการดำเนินการให้มีความเหมาะสมและไม่กระทบต่อภาพรวม

     • ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีการทำสำมะโนการประมงทะเลไทยเมื่อปี 2538 ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการประมงของไทย จึงควรกลับมาทำสำมะโนการประมงทะเลไทยเช่นนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการดำเนินการในส่วนนี้

     • การบริหารจัดการเรือประมง ควรมีการเพิ่มมาตรการควบคุมที่เกี่ยวข้องกับเรือประมงพื้นบ้านด้วย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     • ข้อมูลงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมงของไทย ซึ่งกรมประมงได้ดำเนินการนั้น ไม่มีการนำมาปรับใช้และประชาสัมพันธืให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ รวมถึงยากต่อการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

     • ควรมีการลงพื้นที่ เพื่อสอบถามและเก็บข้อมูลจากชาวประมงในแต่ละพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาที่แท้จริง