TFFA news Other news Newsletter
   
เสวนาหัวข้อ การส่งเสริมธุรกิจประมงของไทยโดยใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ

วันที่ 18 กันยายน 2560 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยร่วมเสวนากับกรมประมง นายกสมาคม
การประมงนอกน่านน้ำไทย และสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทยในหัวข้อ การส่งเสริมธุรกิจประมงของไทยโดยใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น โดยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประมงร่วมกัน สรุปสาระสำคัญดังนี้

1. ประเทศไทยมีการทำประมงและค้าขายสินค้าประมงมายาวนาน ไม่ต่ำกว่า 50 ปี เพราะประเทศไทยมีวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง และการค้าขายสินค้าประมงได้กำไรดีมาตลอด แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมประมง ต่างประสบปัญหาทางการค้ามากขึ้นและต่อเนื่อง ทั้งจากกฎหมายภายในประเทศและนอกประเทศ เช่น การออกพรก. ประมง , พรบ.แรงงานต่างด้าว, ปัญหาด้านแรงงาน, IUU, Tier 3 และข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า เช่น มาตรฐาน BAP ของอเมริกา และมาตรฐาน ASC ของยุโรป

2. การส่งออกกกุ้ง เมื่อ 6-7 ปีก่อน กุ้งขาวมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง แสนล้านบาท ผลผลิตประมาณ 500,000 ตัน/ปีแต่หลังจากประสบปัญหาด้านโรค ทำให้มูลค่าการส่งกุ้งลดลงเหลือ 5-6 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันขอให้กรมประมงพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยง ให้ผลผลิตกุ้งกลับมาที่ 400,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตแปรรูปส่งออกและขายภายในประเทศ

3. การค้าสินค้าประมงผ่านชายแดน ภาครัฐควรควบคุมการนำเข้าและตรวจสอบยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) เพราะปัจจุบันมีการใช้ยาปฏิชีวนะมาก การซื้อวัตถุดิบ โรงงานจะตรวจยาปฏิชีวนะก่อน หากตรวจเจอสารตกค้างไม่รับซื้อสินค้า

4. ตั้งแต่ประเทศไทยถูกสหภาพยุโรปให้ใบเหลือง เรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม(IUU Fishing) เมื่อเดือนเมษายน 2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่ก็ยังไม่สามารถปลดใบเหลืองได้ ทางสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย เสนอควรให้ บริษัท CollecteLocalisation Satellites หรือ CLS มาวางระบบให้ เพราะเป็นบริษัทนี้มีประสบการณ์วางระบบให้กับอียู และเคยช่วยให้ประเทศเกาหลี และญี่ปุ่น หลุดจากใบเหลืองแล้ว

5. การทำประมงประเภทอวนลากเป็นเครื่องมือที่ทำลายทรัพยากรอย่างมาก ทำให้เกิดการจำกัดเรื่องของพื้นที่การจับสัตว์น้ำ ประเทศไทยควรพัฒนาเครื่องมือประมง อวนลอยและเบ็ดราวให้มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของสากล

6. หากภาครัฐมีนโยบายหรือมีแผนการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศหรือตกลงทำ MOU กับต่างประเทศ ควรหารือกับภาคเอกชนให้ตกผลึกในทุกมิติก่อนจะมีผลกับทุกภาคส่วน

7. ภาครัฐต้องมีความชัดเจน ไม่ออกกฎหมายที่ขัดแย้งกับการปฏิบัติงานของตนเองและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนจะต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้กับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ สู่ประเทศไทย 4.0

         
ภายบรรยากาศ