January
2014
l February
2014
l March
2014
l April
2014
l May
2014
l June
2014
l July
2014
l August
2014
l September
2014
l Octobrer
2014
l November
2014
l December
2014
l All
     

TFFA Newsletter
March 2014

 
อุตสาหกรรมกุ้งในประเทศอินเดีย

ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีชายฝั่งยาวรอบประเทศทั้ง 3 ด้าน คือทางตะวันออก (อ่าวเบงกอล) ตะวันตก (ทะเลอาระเบียน) และทางตอนใต้ (มหาสมุทรอินเดีย) เหมาะแก่การประมง รวมถึงการเพาะเลี้ยงกุ้ง โดยพื้นที่ที่เหมาะแก่การเลี้ยงมีประมาณ 1,190,000 เฮกตาร์ แต่ในปี 2005 มีพื้นที่การเลี้ยง 118,983.0 เฮกตาร์ โดยมีการเลี้ยงมากในรัฐ Andhra Pradesh (TNAU Agritech Portal, 2005)




ปริมาณการผลิตกุ้งในประเทศอินเดีย


จากรูปพบว่าระหว่างปี 2545 - 2552 ประเทศอินเดียมีการผลิตกุ้งกุลาดำเป็นหลัก แต่หลังจากปี 2553 ได้หันมาผลิตกุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจากกุ้งกุลาดำมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงและผลผลิตเฉลี่ยต่อหน่วยพื้นที่ต่ำกว่ากุ้งขาวแวนนาไม และรัฐบาลอินเดียได้อนุญาตให้มีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งแวนนาไม (Infofish No.2/2012, 2012) ในด้านผลผลิตกุ้งปี 2545 มีประมาณ 114,970 ตัน โดยผลผลิตเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2549 ซึ่งมีประมาณ 144,347 ตัน หลังจากนั้นผลผลิตลดลง จนในปี 2554 มีการผลิตประมาณ 104,982 ตัน อย่างไรก็ตามคาดว่าผลผลิตกุ้งมีมากกว่าที่รายงานใน FAO สะท้อนจากปริมาณการส่งออกของประเทศอินเดียมากกว่าที่อินเดียผลิตได้ ซึ่งมีผลผลิตส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รายงานผลผลิตเนื่องจากเป็นฟาร์มที่มิได้รับอนุญาตเลี้ยงกุ้ง โดยฟาร์มได้รับอนุญาตเพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมจากองค์กร The Coastal Aquaculture Authority (CAA) มีประมาณ 240 ฟาร์ม หรือ 5,000 เฮกตาร์ แต่มีการคาดการณ์ว่าพื้นที่เพาะเลี้ยงจริงมีกว่า 20,000 เฮกตาร์ (Infofish No. 21/2011, 2011) โดยคาดว่า ผลผลิตกุ้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังจากอินเดียหันมาผลิตกุ้งขาวเป็นหลัก

ปริมาณการส่งออกกุ้งในประเทศอินเดีย


จากรูปปริมาณการส่งออกกุ้งในประเทศอินเดียปี 2545 มีปริมาณ 167,555.6 ตัน เพิ่มขึ้นเป็นปริมาณ 245,633.3 ตันในปี 2554 โดยมีอัตราการเติบโตของการส่งออกเฉลี่ยร้อยละ 5.7 ต่อปี มีผลิตภัณฑ์ส่งออกหลักคือ ผลิตภัณฑ์กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง และเป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี 2554 ปริมาณการส่งออกกุ้งมีจำนวนที่มากกว่าปริมาณการผลิตกุ้งในปี 2554 ซึ่งมีผลผลิตที่ 104,982 ตัน ทั้งนี้เนื่องจากอินเดียมีการเพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนนำไมนอกฟาร์มที่ได้รับอนุญาต โดยมีตลาดส่งออกกุ้งหลัก ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

การเปรียบเทียบปริมาณการผลิตกุ้งในแต่ละประเทศ


จากรูปเป็นการเปรียบเทียบประมาณการผลิตในแต่ละประเทศ ระหว่างปี 2545 – 2554 พบว่า ในปี 2554 ประเทศจีนมีการผลิตเป็นอันดับ 1 โดยสังเกตได้ว่ามีการเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา รองลงมาคือ ประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย เอกวาดอร์ และอินเดีย ตามลำดับ

การเปรียบเทียบปริมาณการส่งออกกุ้งในแต่ละประเทศ


จากรูปแสดงการเปรียบเทียบปริมาณการส่งออกในแต่ละประเทศระหว่างปี 2545 – 2554 พบว่า ในปี 2554 ประเทศไทยยังคงครองตำแหน่งอันดับ 1 การส่งออก รองลงมาคือเวียดนาม อินเดีย จีน เอกวาดอร์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

สถานการณ์ในตลาดสหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีการนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์รายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ประชากรส่วนใหญ่มีความนิยมบริโภคกุ้ง โดยพฤติกรรมการบริโภคจะเน้นสินค้าราคาถูก

การนำเข้ากุ้งทุกประเภทของสหรัฐอเมริกา แยกรายผลิตภัณฑ์หลัก

รูปแบบผลิตภัณฑ์ 2552 2553 2554 2555 %YOY
55/54
ม.ค. - มิ.ย.
2555 2556 %yoy
กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งมีเปลือก 222,531 226,698 224,155 216,186 -3.6 95,156 84,964 -10.7
กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งปอกเปลือก 184,579 188,869 207,189 204,226 -1.4 89,730 92,934 3.6
กุ้งแปรรูป (สด+ต้ม+สุก) แช่เย็นแช่แข็ง 102,951 99,834 97,934 74,145 -24.3 35,152 26,665 -24.1
กุ้งชุบขนมปังแช่เย็นแช่แข็ง 37,427 41,576 43,866 37,899 -13.6 18,421 16,435 -10.8
อื่นๆ 4,718 3,838 3,692 2,231 -39.6 1,350 2,827 109.4
รวมทั้งสิ้น 552,206 560,815 576,836 534,687   239,809 223,825 -6.7
%yoy -2.1 1.6 2.9 -7.3        

หน่วย : ตัน
ที่มา : National Marine Fisheries Service of United States

จากตารางพบว่า ในปี 2552 ตลาดสหรัฐอเมริกามีการนำเข้ากุ้งลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบ จากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่หลังจากนั้นการนำเข้ากุ้งก็ได้กลับมาขยายตัวต่อเนื่องกันอีกครั้งใน ปี 2553 – 2554 จนกระทั่งในปี 2555 สหรัฐอเมริกาเกิดปัญหาหนี้สาธารณะภายในประเทศ ทำให้มีการนำเข้ากุ้งลดลงตามการบริโภคที่หดตัวลงในช่วงปลายปี โดยเป็นการนำเข้าลดลงมากในผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปและกุ้งชุบขนมปังเป็นสำคัญที่ร้อยละ 24.3 และร้อยละ 13.6 ตามลำดับ ส่วนผลิตภัณฑ์กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งมีเปลือกและปอกเปลือกมีการนำเข้าลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 3.6 และร้อยละ 1.4 ตามลำดับ และยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกับในช่วงครึ่งแรกปี 2556 ที่มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปและกุ้งชุบขนมปังลดลงเป็นสำคัญที่ร้อยละ 24.1 และร้อยละ 10.8 ตามลำดับ ส่วนผลิตภัณฑ์กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งมีเปลือกนำเข้าลดลงที่ร้อยละ 10.7 ขณะที่ผลิตภัณฑ์กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งปอกเปลือกปรับเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 3.6

การนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ (ทุกประเภท) ของสหรัฐอเมริกา

ประเทศผู้ผลิต 2552 2553 2554 2555 ม.ค. - ก.ค.
2556
% ส่วนแบ่งตลาด
2552 2553 2554 2555 ม.ค. - ก.ค.
2556
ไทย 192,766 203,237 185,836 136,092 46,575 34.9 36.2 32.2 25.5 17.6
เอกวาดอร์ 61,595 65,022 73,789 81,507 46,005 11.2 11.6 12.8 15.2 17.4
อินโดนีเซีย 69,329 61,095 70,335 74,077 42,446 12.6 10.9 12.2 13.9 16.1
อินเดีย 19,919 30,157 48,114 65,596 44,417 3.6 5.4 8.3 12.3 16.8
เวียดนาม 42,181 48,355 45,453 41,162 24,649 7.6 8.6 7.9 7.7 9.3
จีน 44,077 48,085 42,983 35,664 18,810 8.0 8.6 7.5 6.7 7.1
อื่นๆ 122,339 104,864 110,326 100,589 41,266 22.2 18.7 19.1 18.8 15.7
รวม 552,206 560,815 576,836 534,687 264,168 100.0 100.0 100.0 100.0 100.0
%yoy -2.1 1.6 2.9 -7.3 -7.8          

หน่วย : ตัน
ที่มา : National Marine Fisheries Service of United States

จากตารางสำหรับแหล่งนำเข้ากุ้งในตลาดสหรัฐอเมริกา พบว่า ประเทศไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนาน รองลงมาเป็น เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม และจีน เป็นสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2554 พบว่า ไทยเริ่มมีสัญญาณการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐอเมริกา และยิ่งชัดเจนมากขึ้นในปี 2555 สะท้อนจากอัตราส่วนแบ่งตลาดในปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 32.2 และปี 2555 อยู่ที่ร้อยละ 25.5 ปรับตัวลดลงจากร้อยละ 36.2 ในปี 2553 กระทั่งในปี 2556 แม้ว่ายอดการนำเข้าสะสมในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2556 ประเทศไทยจะยังครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งอยู่ แต่ก็พบว่า นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 เอกวาดอร์สามารถเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในตลาดสหรัฐอเมริกาแทนที่ไทยได้เป็น เดือนแรก เนื่องจากผู้ส่งออกกุ้งของไทยประสบปัญหาขาดแคลนกุ้งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา จากปัญหาของโรคกุ้งตายด่วน และเกษตรกรชะลอการเลี้ยงเนื่องจากขาดความมั่นใจในสถานการณ์โรคระบาด

การนำเข้ากุ้ง (ทุกประเภท) ของตลาดญี่ปุ่น แยกรายผลิตภัณฑ์

รูปแบบผลิตภัณฑ์ 2549 2550 2551 2552 2553 2554 2555
กุ้งมีชีวิต 184 167 134 142 135 83 73
กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง 229,948 207,257 196,626 197,574 205,,345 205,216 200,499
กุ้งแห้ง / น้ำเกลือ 2,036 1,586 1,761 2,937 2,551 2,811 2,290
กุ้งต้มสุกแช่แข็ง 18,269 17,893 19,678 20,903 21,563 23,592 24,485
กุ้งต้มสุกรมควัน 414 324 279 278 254 478 324
กุ้งปรุงแต่ง / แปรรูป 50,016 48,156 44,037 41,147 46,599 49,184 50,306
กุ้งซูชิ (พร้อมข้าว) 204 144 103 2,213 1,952 3,251 2,403
กุ้งอื่นๆ 9 1 3 29 2,333 692 1
รวม 301,080 275,528 262,621 265,223 280,732 285,307 280,381
%yoy   -8.5 -4.7 1.0 5.8 1.6 -1.7


สถานการณ์ในตลาดญี่ปุ่น

ตลาดญี่ปุ่น เป็นตลาดนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์รายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยสูงและเน้นบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เคร่งครัดเรื่องความปลอดภัยของอาหารและสารตกค้าง จากตารางจะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2550 - 2551 ปริมาณการนำเข้ากุ้ง (ทุกประเภท) โดยรวมในตลาดญี่ปุ่นปรับลดลงจากผลกระทบเชิงลบของปัญหาวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพ (subprime mortgage crisis) ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2550 และลุกลามเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินของประเทศต่างๆ ทั่วโลกจนเกิดเป็นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 กระทั่งการนำเข้ากุ้งในญี่ปุ่นกลับมาดีขึ้นชัดเจนในปี 2553 อย่างไรก็ตาม การนำเข้ากลับต้องชะลอตัวลงอีกครั้งในปี 2554 เนื่องจากญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิ สร้างความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ฉุดรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้ล่าช้าออกไป ทำให้ประชากรญี่ปุ่นเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่ายและอ่อนไหวต่อราคาสินค้ามากขึ้น นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์กุ้งที่มีการนำเข้าในตลาดญี่ปุ่นส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 เป็นกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง รองลงมาเป็นกุ้งปรุงแต่ง และกุ้งต้มสุกแช่แข็ง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี 2553 ตลาดญี่ปุ่นเริ่มมีแนวโน้มการบริโภคกุ้งปรุงแต่งและกุ้งต้มสุกแช่แข็งเพิ่มขึ้น แต่บริโภคผลิตภัณฑ์กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งในปริมาณที่ลดลง โดยเฉพาะในปี 2554 ที่ญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิ ประชากรส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยลดการบริโภคกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งลง เนื่องจากผลกระทบของมาตรการประหยัดพลังงานภายในประเทศในช่วงหลังเกิดภัยพิบัติ และหันไปเน้นการบริโภคผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในช่วงปี 2555 - 2556 ภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นได้มีนโยบาย “Fast Fish” เพื่อส่งเสริมให้มีการบริโภคอาหารทะเลพร้อมรับประทานภายในประเทศมากขึ้น สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปในปี 2555 อยู่ที่ 50,306 ตัน เทียบกับจำนวน 41,147 ตันในปี 2552 คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.3

การนำเข้ากุ้งแช่เย็นแช่แข็งในตลาดญี่ปุ่น

ประเทศผู้ผลิต 2552 2553 2554 2555 ม.ค. - ก.ค.
2556
% ส่วนแบ่งตลาด
2552 2553 2554 2555 ม.ค. - ก.ค.
2556
ไทย 32,081 37,653 36,564 35,301 13,452 16.2 18.3 17.8 17.6 13.4
เวียดนาม 39,890 40,456 34,141 33,779 18,334 20.2 19.7 16.6 16.8 18.3
อินโดนีเซีย 34,799 31,992 30,752 27,653 19,325 17.6 15.6 15.0 13.8 19.3
อินเดีย 24,322 28,335 30,908 31,450 14,854 12.3 13.8 15.1 15.7 14.8
จีน 14,881 13,839 17,203 15,339 6,247 7.5 6.7 8.4 7.7 6.2
มาเลเซีย 5,050 7,286 9,061 7,306 2,885 2.6 3.5 4.4 3.6 2.9
อื่นๆ 46,551 45,784 46,587 49,671 25,196 23.6 22.3 22.7 24.8 25.1
รวม 197,574 205,345 205,216 200,499 100,293 100.0 100.0 100.0 100.0 100.0
%yoy 0.5 3.9 -0.1 -2.3 -3.6          

หน่วย : ตัน
ที่มา : JFTA

จากตารางจะเห็นได้ว่า ในส่วนของผลิตภัณฑ์กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งตลาดญี่ปุ่นมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย จีน และมาเลเซีย โดยในช่วงปี 2552 - 2553 เวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในตลาดญี่ปุ่น แต่ในปี 2554 - 2555 พบว่า ไทยสามารถเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดแทนเวียดนาม ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเวียดนามประสบปัญหาผลผลิตกุ้งลดลงจากปัญหาโรคระบาด แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 ภาคการผลิตกุ้งของไทยประสบกับปัญหาโรคกุ้งตายด่วนที่ระบาดอย่างหนัก ทำให้ภาคการส่งออกกุ้งของไทยเกิดปัญหาขาดแคลนกุ้งเพื่อการส่งออก ส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดกุ้งแช่เย็นแช่แข็งในญี่ปุ่นให้กับประเทศคู่แข่งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นมา โดยพบว่า ช่วงเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2556 ยอดการนำเข้าสะสมกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งของไทยในตลาดญี่ปุ่นตกมาอยู่ที่อันดับสี่ โดยอินโดนีเซียขึ้นมาครองอันดับหนึ่งแทน ตามด้วยอันดับสองคือ เวียดนาม และอันดับสาม อินเดีย